ดร.ทินโน ขวัญดี

พม่า “ การเมืองที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือ
ย่ำไปบนพงหนามที่แหลมคม ”
โดย ดร.ทินโน ขวัญดี ............สำนักสวนพลู
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””
....ออง ซาน ซูจี กับ50 ปี
ที่รอคอย ประเทศเมียนม่าร์กับการเปลี่ยนแปลง หรือการกลับเข้าสู่หลุมลึก
และพงหนาม บนซากอัปยศ อดสู ที่อังกฤษ
และชาติตะวันตกวางกับดักไว้ทุกฝีก้าว กับดักที่พร้อมจะหนีบ พร้อมจะทุบ
พร้อมจะตีให้แดดิ้นลงไปสู่ความหายนะที่วางแผนล่วงหน้าไว้นับร้อยปี
....ซูจี คือตัวแทนแห่งอารยะ เผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ หรือ
ศูนย์กลางแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะกอบกู้พม่าสู่โลกาภิวัฒน์
พร้อมที่จะต่อสู้และผ่าฟัน แข่งขันในกลุ่มภูมิภาค และกระแสโลกเช่นนั้นหรือ
.....ซูจี จะเดินตามรอยพ่อ นายพล ออง ซาน
ที่พร้อมจะรวบรวมพม่าให้เป็นปึกแผ่น แล้วปล่อยให้การตัดสินใจของกลุ่มชาติพันธุ์แยกตัวเป็นอิสระ
ดั่งเช่นสนธิสัญญาปางหลวงเช่นนั้นหรือ
.....ซูจี จะเดินตามรอย บุเรงนอง แห่งราชวงศ์ตองอู มณีปุระ
ที่รวบรวมแผ่นดินพม่าอย่างเป็นปึกแผ่นเช่นนั้นหรือ
.....หรือซูจี จะหนีไม่พ้นวังวน ดั่งเช่นพระเจ้าธีบอ แห่งราชวงศ์อลองพญา
ที่ไม่สามารถสู้แรงต้านจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษที่เข้ามาบีบบังคับและยึดครอง
ขนทั้งทรัพย์และทรัพยากรจนพม่าอ่อนเปลี้ยเสียแรงนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
....แม้ว่าผลของการเลือกตั้งในวันที่8พฤศจิกายนที่ผ่านมาจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ
ซูจี คาดการว่าคะแนนเสียงจะชนะอย่างท้วมท้น คือได้เกิน2ใน3
ซึ่งจะทำให้พรรคNational League for Democracy ของเธอสามารถฟอร์มรัฐบาลได้
.....แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะจำกัดสิทธิ์ไม่ให้ซูจีเป็นประธานาธิบดี
เนื่องจากมีบุตรถือพาสพอร์ตต่างชาติ แต่เธอยืนยันว่าเธอจะเป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง
โดยที่เธอจะอยู่เหนือประธานาธิบดีที่จะเข้าไปรับตำแหน่ง
ซูจี ให้เหตุผลว่า เธอเป็นหัวหน้าพรรค
และประธานาธิบดีต้องทำตามสิ่งที่เธอสั่ง
......เหตุใดรัฐบาลพม่า ภายใต้ชื่อสภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ (State of Peace and Development Council “ SPDC”) ที่แปลงกายมาจาก
SLORCE “State Law and Order Restoration
Council”
จึงตัดสินใจให้มีการเลือกตั้ง ทั้งที่กำหนดแผนสกัดกั้น
และการปฎิบัติการที่ผ่านมาเพื่อประชาชนอย่างดี
......รัฐบาลทหารพม่าอยู่ภายใต้แรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศให้มีการเลือกตั้ง
โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่8พฤศจิกายนที่ผ่านมา
โดยคิดว่าจะรักษาอำนาจได้ เพราะว่ามีการเขียนรัฐธรรมนูญให้ทหารมีที่นั่งในสภา25%
โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ฝ่ายทหารคิดว่าออง ซาน ซูจี ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ
หรือ ต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของชนกลุ่มน้อย เพราะเกรงฐานเสียงจากชาวพม่าจะหายไป
ชนกลุ่มน้อยน่าจะโหวตให้กับพรรครัฐบาล อีกประการหนึ่ง
การเปิดประเทศในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลทหารคิดว่าได้สร้างผลงานมามากพอสมควรแล้ว
น่าจะรักษาอำนาจทางการบริหารบ้านเมืองต่อไปได้
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นการเทคะแนนให้ ออง ซาน ซูจี อย่างท่วมท้น
แสดงออกถึงการโหวตประท้วงต่อสถานภาพเดิม ชาวพม่าต้องการความเปลี่ยนแปลง
หลับหูหลับตาโหวตให้พรรค NLD โดยไม่สนใจคุณสมบัติของตัวบุคคลผู้ลงสมัครเลือกตั้ง
รวมกระทั่งพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆก็ยังพ่ายแพ้ให้กับ ออง ซาน ซูจี หรือ
นี่คือลับ ลวง พลาง
.......และคำถามที่สำคัญคือ
ทหารจะยอมโอนถ่ายอำนาจให้กับมาดามซูง่ายๆหรือ?
.......เหตุการณ์เลือกตั้งปี2533 ยังเป็นประเด็นและประวัติศาสตร์ในการผ่องถ่ายอำนาจ
และการสร้างสมดุลอำนาจ ประกอบกับการประกาศตนของออง ซาน ซูจี
ที่อยู่เหนือประธานาธิบดี หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
หากเป็นเช่นนี้ กลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์นิยม จะยอมเดินไปตามสิ่งที่
ซูจีต้องการเช่นนั้นหรือ
......สิ่งที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่ากลุ่มเก่ายังมีคะแนนเสียงอยู่ในมือแน่นอน 25 % ประกอบกับตำแหน่งสำคัญๆยังอยู่ในมือทหาร
สิ่งที่ตามมา ซูจี จะบริหารประเทศต่อไปได้หรือ
.......สิ่งสำคัญและตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้
จากพลังและอำนาจจากภายนอก
......ในด้านภูมิรัฐศาสตร์
เมียนม่าร์เป็นดินแดนที่จีนและอเมริกันแย่งชิงกันอยู่เพื่อเอามาเป็นพวกท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
และความมั่นคง รัฐบาลทหารพม่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแนบแน่นกับจีนมาเป็นเวลานาน
จีนถึงกับสร้างท่อก๊าชและท่อน้ำมันตัดผ่านเมียนม่าร์จากฝั่งตะวันตกของประเทศขึ้นไปยังภาคใต้ของจีน
ท่อก๊าซและท่อน้ำมันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจีน
เพราะว่าเป็นการเลี่ยงการพึ่งพาการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบมะละกาที่อเมริกันเป็นคุมอยู่
จีนจะไม่ยอมให้พม่าเอียนเองไปเข้าพวกกับอเมริกันอย่างแน่นอน
เพราะว่ากำลังมีปัญหากับสหรัฐในทะเลจีนใต้
กองกำลังรบทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในทะเลจีนใต้ ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง
......อเมริกันต้องดึงเอาเมียนม่าร์มาเป็นพวกให้ได้จะได้เป็นฐานในการปิดล้อมจีน
รมว.กลาโหมสหรัฐพูดชัดเจนว่า
สหรัฐกำลังดำเนินนโยบายที่จะเผชิญหน้ากับจีนในเอเซียแปซิฟิค
เพราะว่าอิทธิพลที่แผ่ขยายของจีนเป็นภัย หรือขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ อเมริกาเตรียมการที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารเพื่อที่จะล้อมกรอบจีน
โดยอาศัยความร่วมมือของพันธมิตรต่างๆในภูมิภาคนี้ จะล้อมจีนให้ได้ผล
ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งไทยและเมียนม่าร์
ทำให้อนาคตทางการเมืองระหว่างประเทศหรือความอยู่รอดของทั้งไทยและเมียนม่าร์เหมือนกับเดินบนเส้นด้าย
.......อะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตของเมียนม่าร์หลังการเลือกตั้ง เดินทางต่อไปของประชาธิปไตย
หรือเกิดการย้อนรอยประวัติศาสตร์ปี2533 อีกครั้ง บนตัวแปรทั้งภายในชาติ และภายนอกที่ร้อนระอุ ทุกอนู
พร้อมประทุออกมาให้เห็น ซึ่งไม่มีใครรู้ได้
ดั่งเช่นชาวพม่าที่เลือกอนาคตและเหตุที่จะเกิดด้วยตนเอง และสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ประเทศไทย มีผลกระทบอย่างแน่นอน
.....สวัสดี
พม่า ที่รัก


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น