วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558




ดร.ทินโน ขวัญดี

 


พม่า การเมืองที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือ ย่ำไปบนพงหนามที่แหลมคม
โดย ดร.ทินโน ขวัญดี ............สำนักสวนพลู
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””
....ออง ซาน ซูจี กับ50 ปี ที่รอคอย ประเทศเมียนม่าร์กับการเปลี่ยนแปลง หรือการกลับเข้าสู่หลุมลึก
และพงหนาม บนซากอัปยศ อดสู ที่อังกฤษ และชาติตะวันตกวางกับดักไว้ทุกฝีก้าว กับดักที่พร้อมจะหนีบ พร้อมจะทุบ พร้อมจะตีให้แดดิ้นลงไปสู่ความหายนะที่วางแผนล่วงหน้าไว้นับร้อยปี
....ซูจี คือตัวแทนแห่งอารยะ เผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ หรือ ศูนย์กลางแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะกอบกู้พม่าสู่โลกาภิวัฒน์ พร้อมที่จะต่อสู้และผ่าฟัน แข่งขันในกลุ่มภูมิภาค และกระแสโลกเช่นนั้นหรือ
.....ซูจี จะเดินตามรอยพ่อ นายพล ออง ซาน ที่พร้อมจะรวบรวมพม่าให้เป็นปึกแผ่น แล้วปล่อยให้การตัดสินใจของกลุ่มชาติพันธุ์แยกตัวเป็นอิสระ ดั่งเช่นสนธิสัญญาปางหลวงเช่นนั้นหรือ
.....ซูจี จะเดินตามรอย บุเรงนอง แห่งราชวงศ์ตองอู มณีปุระ ที่รวบรวมแผ่นดินพม่าอย่างเป็นปึกแผ่นเช่นนั้นหรือ
.....หรือซูจี จะหนีไม่พ้นวังวน ดั่งเช่นพระเจ้าธีบอ แห่งราชวงศ์อลองพญา ที่ไม่สามารถสู้แรงต้านจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษที่เข้ามาบีบบังคับและยึดครอง ขนทั้งทรัพย์และทรัพยากรจนพม่าอ่อนเปลี้ยเสียแรงนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
....แม้ว่าผลของการเลือกตั้งในวันที่8พฤศจิกายนที่ผ่านมาจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ซูจี คาดการว่าคะแนนเสียงจะชนะอย่างท้วมท้น คือได้เกิน2ใน3 ซึ่งจะทำให้พรรคNational League for Democracy ของเธอสามารถฟอร์มรัฐบาลได้
.....แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะจำกัดสิทธิ์ไม่ให้ซูจีเป็นประธานาธิบดี เนื่องจากมีบุตรถือพาสพอร์ตต่างชาติ แต่เธอยืนยันว่าเธอจะเป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง โดยที่เธอจะอยู่เหนือประธานาธิบดีที่จะเข้าไปรับตำแหน่ง
ซูจี ให้เหตุผลว่า เธอเป็นหัวหน้าพรรค และประธานาธิบดีต้องทำตามสิ่งที่เธอสั่ง
......เหตุใดรัฐบาลพม่า ภายใต้ชื่อสภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ (State of Peace and Development Council  “ SPDC”) ที่แปลงกายมาจาก SLORCE “State Law and Order Restoration Council”
จึงตัดสินใจให้มีการเลือกตั้ง ทั้งที่กำหนดแผนสกัดกั้น และการปฎิบัติการที่ผ่านมาเพื่อประชาชนอย่างดี
......รัฐบาลทหารพม่าอยู่ภายใต้แรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศให้มีการเลือกตั้ง โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่8พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยคิดว่าจะรักษาอำนาจได้ เพราะว่ามีการเขียนรัฐธรรมนูญให้ทหารมีที่นั่งในสภา25% โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ฝ่ายทหารคิดว่าออง ซาน ซูจี ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ หรือ ต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของชนกลุ่มน้อย เพราะเกรงฐานเสียงจากชาวพม่าจะหายไป ชนกลุ่มน้อยน่าจะโหวตให้กับพรรครัฐบาล อีกประการหนึ่ง การเปิดประเทศในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลทหารคิดว่าได้สร้างผลงานมามากพอสมควรแล้ว น่าจะรักษาอำนาจทางการบริหารบ้านเมืองต่อไปได้
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นการเทคะแนนให้ ออง ซาน ซูจี อย่างท่วมท้น แสดงออกถึงการโหวตประท้วงต่อสถานภาพเดิม ชาวพม่าต้องการความเปลี่ยนแปลง หลับหูหลับตาโหวตให้พรรค NLD โดยไม่สนใจคุณสมบัติของตัวบุคคลผู้ลงสมัครเลือกตั้ง รวมกระทั่งพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆก็ยังพ่ายแพ้ให้กับ ออง ซาน ซูจี หรือ นี่คือลับ ลวง พลาง
.......และคำถามที่สำคัญคือ ทหารจะยอมโอนถ่ายอำนาจให้กับมาดามซูง่ายๆหรือ?
.......เหตุการณ์เลือกตั้งปี2533 ยังเป็นประเด็นและประวัติศาสตร์ในการผ่องถ่ายอำนาจ และการสร้างสมดุลอำนาจ ประกอบกับการประกาศตนของออง ซาน ซูจี ที่อยู่เหนือประธานาธิบดี หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
หากเป็นเช่นนี้ กลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์นิยม จะยอมเดินไปตามสิ่งที่ ซูจีต้องการเช่นนั้นหรือ
......สิ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนว่ากลุ่มเก่ายังมีคะแนนเสียงอยู่ในมือแน่นอน 25 % ประกอบกับตำแหน่งสำคัญๆยังอยู่ในมือทหาร สิ่งที่ตามมา ซูจี จะบริหารประเทศต่อไปได้หรือ
.......สิ่งสำคัญและตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ จากพลังและอำนาจจากภายนอก
......ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เมียนม่าร์เป็นดินแดนที่จีนและอเมริกันแย่งชิงกันอยู่เพื่อเอามาเป็นพวกท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ และความมั่นคง รัฐบาลทหารพม่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแนบแน่นกับจีนมาเป็นเวลานาน จีนถึงกับสร้างท่อก๊าชและท่อน้ำมันตัดผ่านเมียนม่าร์จากฝั่งตะวันตกของประเทศขึ้นไปยังภาคใต้ของจีน ท่อก๊าซและท่อน้ำมันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจีน เพราะว่าเป็นการเลี่ยงการพึ่งพาการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบมะละกาที่อเมริกันเป็นคุมอยู่ จีนจะไม่ยอมให้พม่าเอียนเองไปเข้าพวกกับอเมริกันอย่างแน่นอน เพราะว่ากำลังมีปัญหากับสหรัฐในทะเลจีนใต้ กองกำลังรบทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในทะเลจีนใต้ ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง
......อเมริกันต้องดึงเอาเมียนม่าร์มาเป็นพวกให้ได้จะได้เป็นฐานในการปิดล้อมจีน รมว.กลาโหมสหรัฐพูดชัดเจนว่า สหรัฐกำลังดำเนินนโยบายที่จะเผชิญหน้ากับจีนในเอเซียแปซิฟิค เพราะว่าอิทธิพลที่แผ่ขยายของจีนเป็นภัย หรือขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ อเมริกาเตรียมการที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารเพื่อที่จะล้อมกรอบจีน โดยอาศัยความร่วมมือของพันธมิตรต่างๆในภูมิภาคนี้ จะล้อมจีนให้ได้ผล ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งไทยและเมียนม่าร์ ทำให้อนาคตทางการเมืองระหว่างประเทศหรือความอยู่รอดของทั้งไทยและเมียนม่าร์เหมือนกับเดินบนเส้นด้าย
.......อะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตของเมียนม่าร์หลังการเลือกตั้ง เดินทางต่อไปของประชาธิปไตย หรือเกิดการย้อนรอยประวัติศาสตร์ปี2533 อีกครั้ง บนตัวแปรทั้งภายในชาติ และภายนอกที่ร้อนระอุ ทุกอนู พร้อมประทุออกมาให้เห็น ซึ่งไม่มีใครรู้ได้ ดั่งเช่นชาวพม่าที่เลือกอนาคตและเหตุที่จะเกิดด้วยตนเอง และสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทย มีผลกระทบอย่างแน่นอน
.....สวัสดี  พม่า ที่รัก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น